|
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน (เหลือแสนคนานับ) ถึงวันหยุดยาวซะที คราวนี้ต้องออกเที่ยว เที่ยวเท่านั้นที่ฉันต้องการ จริงๆ งานก็ยังไม่เสร็จหรอก ขอ Boss แว็บเดียว เดี๋ยวจะกลับมาทำต่อ สรุปว่า Boss ให้ (โอ้ประหลาดใจ) เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางทันที ไม่ช้าไม่นานเราก็เดินทางไปถึงจังหวัดเพชรบุรี อ้อลืมบอกไปว่า Trip นี้เราจะขอนำเสนอ "จังหวัดเพชรบุรี" ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพไม่ไกลนัก ไม่เกิน 3 หาว เอ้ย! 3 ชั่วโมง และเหตุที่ตัวเองเลือกไปจังหวัดนี้ ก็เพราะเหตุผล 5 ประการที่ทำให้อยากไป ดังนี้
1. ใกล้กรุงเทพฯ (ใกล้จริงๆ นั่งรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงแล้ว)
2. เป็นจังหวัดที่มี "ทะเล" (อันนี้เป็นที่รู้กันดี)
3. เป็นจังหวัดที่มีภูเขา (แน่นอน แต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือ เขาที่จังหวัดนี้ไม่ค่อยเหมือนเขาบ้านเราเท่าไหร่) เท่าที่เคยเห็นเขาทั่วไปมันจะเป็นลูกๆ มนๆ กลมๆ เกลี้ยงๆ แต่เขาบ้านเมืองนี้ มันแปลกที่ว่า...เขามันนึกจะผุดมันก็ผุดขึ้นมาหยั่งงั้นแหละ ไม่มีท่าทีว่าจะมีเนินมีไหล่เขาอะไรเล้ย มันจะเป็นพื้นดินธรรมดา แล้วก็มีเขาผุดขึ้นมา ที่มากกว่านั้นมันจะเป็นแง่งๆ หิน เต็มไปหมด (ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงเขาในละครจักรๆ วงๆ น่ะ จะ Get ทันที)
4. เป็นเมืองเก่า (มีโบราณสถานอยู่เยอะ ที่ขึ้นชื่อก็เป็นเขาวัง และเขาหลวง แต่ Trip นี่พลาด ไม่ได้ไป เวลามันน้อยไปนิด)
5. อันนี้เหตุผลสำคัญ พอดีได้ที่พักฟรี เพราะพี่ที่ไปด้วยเขามีบ้านติดตีนเขาเลย ประมาณว่าอยู่หลังเขาตามหลักภูมิศาสตร์ ซึ่งวิวดีมาก แม้ว่าเราต้องแลกค่าที่พักกับการตัดหญ้าให้บ้านเขาก็ตาม (ประเมินดูแล้ว ยังไงก็คุ้ม)>
เอาล่ะ คราวนี้เราก็มาเข้าเรื่องกันเลย เรื่องที่ฉ่ำจิตจะกล่าวต่อไปนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณของท่านในการอ่านนิดนึง เพราะที่ที่ฉ่ำจิตจะพาทุกท่านไปเที่ยวนั้น อาจไม่ค่อยเหมือนมุมมอง ที่ทุกคนคาดคิดสักเท่าไหร่ จะเป็นยังไงนั้น ต้องอ่านต่อ (ขอบอกว่าอ่านเสร็จแล้วต้องอยากไปเที่ยวอย่างฉ่ำจิตแน่นอน)
ภาค 1:: ยามเย็น เล่นปูทะเล
พอไปถึงบ้านหลังเขานั้น ห่างจากหาดชะอำไม่ไกลนัก ก็ถอนหญ้าให้เจ้าบ้านพอเป็นพิธี จากนั้นบ่าย 4 โมง เราก็ขี่มอเตอร์ไซต์ต๊อกๆๆๆ ออกไปยลโฉมชายหาดกันทันที ขณะขี่รถไปก็นึกในใจว่า ชะอำปี 2003 กับชะอำปี 1995 มันจะต่างกันไหมน้อ เราไม่ได้มานานแล้ว ป่านนี้คงเจริญเยอะ (ความสวยก็คงลดไปแยะ) ด้วยความที่ไม่ได้ตั้งใจลงเล่นน้ำทะเล ก็เลยไม่ได้เตรียมชุดไป (บอกตรงๆ ไม่ได้คาดหวังกับการเที่ยวทะเลมาก เพราะคาดหวังกับอาหารทะเลมากกว่า แผล็บ!) แต่พอไปถึง โอ้โห!! ท่านผู้อ่านเอ้ย....มันเจริญก็จริง แต่ความงามมันยังสวยเหมือนเดิมง่ะ หาดสะอาด ทะเลใส สวยๆๆๆๆๆ ยังดูดี และที่มากกว่านั้น "มีปู" ด้วย ไม่ค่อยเจอทะเลที่คนชอบไปเที่ยว ยังมีปูเหลือ เราก็เลยวิ่งไล่จับปูแทนการเล่นน้ำทะเล (ซะสะใจ)

ปูน้อยอยู่ในมือฉ่ำจิต 555 เย็นนี้แกเสร็จแน่!!! |

ทะเลยามเย็น กับ 2 สองสาวแสนสวย |
ภาค 2 :: ชมความงามยามเช้า หาวววววว....
หลังจากเย็นวันแรก เราก็ได้กินอาหารทะเลกันอย่างสะบายพุง นอนหลับสนิท แต่ที่ติดอยู่ในใจก็คือ
พี่ ก...(ขอละชื่อไว้ในฐานที่เข้าใจ) ฉ่ำจิตอยากไปดูอาทิตย์ขึ้น แต่พอตอนเช้า โอ้ย...ท่านผู้อ่าน อากาศมันหนาวมาก นึกดูต้องขี่มอเตอร์ไซต์ออกไป ไม่อยากเลย แต่...อ๊ะ ไม่ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว สุดท้ายเราก็ได้ไปจริง แต่ไม่ได้ไปที่หาด เรามุ่งหน้าสู่สะพานปลา (จริงๆ แล้วมันก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่) มันจะมีกองหินที่เขาถมทะเลเป็นทางยื่นออกไป ฉ่ำจิตก็เลยได้โอกาสเก็บภาพสวยๆ มาฝาก

เมื่อมายืนสุดขอบกองหิน สังเกตดีๆ จะเห็นเขาลูกหนึ่ง เป็นเขารูปนางยักษ์นอนอยู่ เรียกว่า "เขานางพันธุรัตน์" (เดี๋ยวจะไปเที่ยว)
|

กองหินที่ถมยื่นออกไป
|
ภาค 3 :: ปีนเขาหลังบ้าน (ตอน บุกเมืองนางยักษ์)
เอาล่ะพอตกกลางวัน จากที่กินข้าวกินไก่ (ไม่ได้กินข้าวกินปลา แต่กินไก่ย่างแทน) เราก็นั่งรอข้าวเรียงเม็ด แล้วก็ออกลุย เขานางพันธุรัตน์ ก่อนไปเที่ยวขอเล่านิดว่า...
"เขานางพันธุรัตน์นี้ เป็นวนอุทยานที่หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้ ปรับปรุงซ่อมแซม ให้ยังคงสภาพเดิม โดยที่เขาลูกนี้มีลักษณะคล้ายกับนางยักษ์นอนอยู่ จึงได้ชื่อว่า...เขานางพันธุรัตน์"
หลายคนน่าจะไม่รู้จักเลยล่ะ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ สังเกตได้จากฉ่ำจิตไปลองปีนมากับพี่เจ้าของบ้าน แค่ 2 คน ย้ำ!! 2 คนเท่านั้นเทียบกับเขาทั้งลูกไม่มีใครอยู่เลย แต่สถานที่นั้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถ้าใครเป็นคนที่ชอบเดินเขา แต่ไม่อยากเหนื่อยจนลิ้นห้อยล่ะก็ เขานี้น่าไปมาก สวย วิวดี สงบ ร่มรื่น แล้วที่สำคัญ เดินได้สบายตามทางที่เจ้าหน้าที่ทำไว้ให้ แม้บางเส้นทางจะต้องออกแรงป่ายปีนกันหน่อย แถมยังมีลานทำกิจกรรมอีกด้วย

บริเวณช่องกระจกนางพันธุรัตน์
|

อันนี้เป็นบ่อชุบตัว ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็นเหว มีเหวในเขาด้วย ลึก น่ากลัวดี
|

ทางขึ้นที่แสนทุลักทุเล
|

อีกมุมหนึ่งในเขา ไม่แน่จริงอย่าปีนขึ้นไปล่ะ ฉ่ำจิตปีนไปยืนยังสั่นๆ เลย
|

พักกินเสบียง
|

Top View จากยอดหนึ่งของเขา
|
ที่จริงแล้วมีเกร็ดสนุกเยอะมาก แต่ว่าเนื้อที่ในหน้านี้มันไม่พอ (จริงๆ แล้วกลัวผู้อ่านเบื่อง่ะ ต้องอุบไว้ ไปเจอกันเอง และขอกระซิบว่า เขานี้มีถ้ำด้วย แต่ฉ่ำจิตไม่ได้ลงไป เพราะมากันแค่ 2 คน มันมืด)
และเย็นวันนี้ เราก็กินข้าวกันอย่างกับคุณแร้งลง....
ในนั้นมีผัดหอยเสียบ (ไปขุดหอยมาเองที่หาด หลังจากแว็บไปเล่นน้ำทะเลตอนเย็น) ยำทูน่า และไข่เจียวอีก 6ฟอง ส้มตำอีก 1 จาน ข้าวอีกนับไม่ถ้วน...
ภาค 4 :: วันกลับ
ฉ่ำจิตจะกลับแล้ว ก่อนกลับขอโชว์บ้านหลังเขาที่เราไปพักหน่อย
หลังจากนั้นก็นั่งรถทัวร์จากชะอำลงที่แยกตัวเมืองคนนละ 20 บาท แล้วก็โบกรถขนพริก เข้าไปเที่ยววังบ้านปืน (ถามว่าทำไมต้องเป็นรถขนพริก ของตอบตรงๆ ว่าเราหลง เพราะลงตามคนอื่นบอก ไม่มีรถเข้าจังหวัด เลยต้องโบกรถขนพริก ถ้าผู้อ่านจะไปก็ให้ลงตรงที่บิ๊กซีไปเลย มันจะมีรถเยอะกว่า) มาคุยต่อ วังบ้านปืนเป็นวังของรัชกาลที่ 5 เขาเปิดให้ข้าแผ่นดินอย่างเราๆ เข้าไปชม คนละ 20 บาทเอง คุ้ม เพราะวังนั้นสวยเกินคาด

ทางเข้าวังบ้านปืน
|

ด้านหน้าเยื้องไปทางข้างของวัง
|

อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ถ่ายตอนเจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาด
|

ทางเดินชั้นล่าง
|

ตรงนี้เป็นห้องโถงเล็กๆ ที่มีไว้ทำอะไรไม่รู้ แต่ตอนนี้มีไว้ถ่ายภาพ
|

เด็กหลังวัง
|
ก่อนกลับเราก็แวะกินข้าวแช่ของคนเมืองเพชร ของแท้ อืม..พึ่งกินเป็นครั้งแรก เลยตอบยากว่ารสชาดเป็นยังไง อันนี้ไม่ขอวิจารณ์นะ (นานาจิตตังง่ะ) แล้วก็จะขึ้นรถ ผ่านศาลจังหวัด เลยขอนั่งเต๊ะถ่ายรูปหน้าศาลหน่อย แบบว่าศาลบ้านเค้าใหญ่กว่าศาลากลางจังหวัด บ้านเราอีกง่ะ
และแล้ว Trip นี้ก็จบลง ด้วยความสนุก เหนื่อย ง่วง เมื่อย ปวดขามาก แต่ก็คาดว่า ครั้งหน้ามีโอกาสจะไปเที่ยวอีกให้ได้แน่ โดยเฉพาะเขานางพันธุรัตน์ ครั้งหน้าจะเตรียมไปฉายไปเข้าถ้ำมะยมให้ได้
ชวนเที่ยวโดย...
ฉ่ำจิต (แล้วเจอกันหลังวันที่อยากเจอ)
|
ความเห็นที่
1
...
ดี
.........................................
ขุนเวท วันที่
2007-11-15 16:35:18 |
|
|
|