สวัสดีวันปี..ใหม่แล้ว พวกเราผ่องแผ้วหยุดงาน... ร่วมกันเที่ยวรับวันปีใหม่...เบิกบานฤทัยชุ่มฉ่ำ และแล้วฉ่ำจิต
ก็กลับมาอีกแล้ว หวังว่าคงยังไม่เบื่อกันเสียก่อนนะ เอ..หรือว่าจะคิดถึงฉ่ำจิตกันล่ะเนี่ย แหะๆ ^^ เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องกัน
ในช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านฉ่ำจิตได้ติดสอยห้อยตามสมัครพักพวกขึ้นเหนือกันเจ้าาา หนาวนี้ยังหนาวกันไม่พอใช่ไหม ??
งั้นไปหนาวให้สะใจบนดอยซะเลย ว่าแล้วสมัครพักพวกทั้งหลายของฉ่ำจิตก็นัดแนะตกลงกันว่า หมู่เฮาจะยะโลดขึ้นดอยปู้นนนนน...ดอยขุนตาน
เริ่มจากเรามาทำความรู้จักกับดอยขุนตาลกันก่อน ...
(สามารถกดที่
เพื่อดูรูป)
ดอยขุนตานเป็นดอยตั้งอยู่บนเขาอะไรซักอย่าง (คือมันไม่แน่ใจ เราเถียงกันตลอดทางมาแล้วก็หาข้อสรุปไม่ได้ ใครรู้ช่วยบอกที) เป็นดอยที่อยู่ระหว่างจังหวัดลำพูน กับลำปาง ลักษณะป่าบนดอยเป็นป่าดิบชื้น เขียวชอุ่มตลอดปี ดอยนี้มี ทั้งหมด 4 ย. ด้วยกัน (คำว่า ย. คืออะไร รออ่านตอนท้าย) นับว่าเป็นดอยที่การรถไฟภาคภูมิใจมากเนื่องจากเมื่อเรานั่งรถไฟขึ้นเหนือ เราจะสามารถมาเที่ยวที่นี่ได้ไม่ยาก เพียงแค่ตีตั๋วมาลงที่สถานีขุนตานเท่านั้น เราก็จะพบกับดอยขุนตานทันที่ (โอ้ พระเจ้า! จอร์ช มันยอดมาก) นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนสะดวก ปลอดภัยไร้กังวล ดอยนี้มีความสูงประมาณ 1.30 เมตร ทางเดินเข้าสะดวกแล้ว ไม่ถือว่ากันดารมาก ถ้าใครยังไม่อยากลำบากเกินไปก็เชิญมาแอ่วที่นี่ได้เน้อ
ฉ่ำจิตก็นั่งรถไฟจากบ้าน (บ้านฉ่ำจิตอยู่อุตรดิตถ์) นั่งรถด่วนตั้งแต่ 6 โมงเช้าเกือบๆ ครึ่ง มาถึงประมาณ 11 โมง (นี่ขนาดรถด่วนนะเนี่ย ถ้ารถหวานเย็นจะขนาดไหน?) แต่ไงก็มาถึงโดยสวัสดิภาพ ขอบอกว่าถ้าคุณนั่งรถไฟเที่ยวขึ้นมา
คุณจะได้ลอดท้องช้าง เอ้ยลอดถ้ำถึง 3 ถ้ำด้วยกัน แต่ที่เจ๋งสุดคงเป็นถ้ำขุนตานนี่แหละ ยาวที่สุดประมาณ 1 ก.ม. นำความตื่นเต้นมาถึงพวกเราได้ไม่นานก็มาถึงสถานีขุนตาน

นัดสมทบกับพักพวกอีก 4 คน (อันนี้เขาเอารถมา เพราะทางรถได้เหมือนกัน) จากนั้นไม่รอช้าฉ่ำจิตก็...กินก๋วยเตี๋ยวเอาแรงไปก่อน 1 ชาม แล้วเราก็ขึ้นรถเพื่อประหยัดแรง แล้วนำรถไปจอดที่ลานสนก่อนขึ้น ย.1

(แต่ถ้าไม่มีรถคุณก็ต้องเดินขึ้นดอย ถ้าคุณเริ่มเดินตั้งแต่แรกคุณจะพบว่า ย. 2 เหมาะแก่การกางเต้นท์ที่สุด หรือพักบ้านพักกันซะดีกว่า เพราะคุณจะเริ่มหมดแรง) ดีนะที่พวกเรารอบคอบ ไม่คิดจะนอนปะปนกับคนหมดแรง (หาเรื่องอีกแล้วเรา) พอมาถึงเราก็เต๊ะถ้าถ่ายรูปกันซะหน่อย ทริปนี้เราไปกันทั้งหมด 10 คน รวมคนถ่ายรูปด้วยนะ เดี๋ยวจะนับไม่ครบ (

โฉมหน้าพวกยังไม่รู้สำนึก) สังเกตว่าหน้าทุกคนจะเบิกบานกันอยู่ เดี๋ยวๆ รอขึ้นไปถึงก่อนเถอะจะรู้สึก อันนี้ไม่ได้ขู่ เพราะ ย.1 มันไม่เป็นดังที่พวกเราคาด นึกว่าจะเดินทางราบสบายๆ ให้กำลังใจกันก่อนแล้วค่อยไปโหด ย. หลังๆ แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเลย แค่ไปถึง ย. 1 ก็ลิ้นห้อยตามๆ กัน อ๊ะ !
เราผ่าน ย. 1 ย. 2 ย. 3 แล้วก็ยัง....ยังไม่ถึง ย. 4 เขาบอกว่าต้องเดินขึ้นไปอีก 500 เมตร โอย....ไม่ไหวเลี้ยวง่ะ หมดแรงก๋วยเตี๋ยวที่อุตส่าห์กินไป ของก็หนัก นึกยังไงน้อไม่จ้างลูกหาบ เขาคิดถูกจะตายกิโลละ 6 บาทเอง ดันบ้าพลัง กลัวไม่ได้บรรยายกาศ ว่าแล้วก็เดินต่อไป แบกข้าวหลามไป แบกเป้ไป บ่นไป จนพวกเราตกลงกันว่า เราจะกางเต้นท์กันที่ตรงนี้ล่ะ (

กางเต้นท์เตรียมทำอาหารกัน ห้องน้ำจะมีถึง 4 โมงเย็นที่ ย.3 นั่นหมายความว่าคุณต้องเดินลงไปอีก 500 เมตร และเดินกลับมาที่พักอีก 500 เมตร ฉ่ำจิตและพักพวกจึงตกลงกันว่า เราจะเข้าป่าเป็นการทดแทน)
และแล้วอาหารและเสียงเพลงก็บรรเลงขึ้น ปิ้งข้าวหลาม ต้มม่าม่า ทำแซนวิช อืม...ฟังเสียงเพลงรอบ
กองไฟใจบากเบิก (ตกคีย์กันสุดๆ) ตี 1 เลิกเก็บของเข้านอนกัน หนาวๆๆ จริงๆ หนาวจนอยากเอากองไฟไปไว้ข้างในเต้นท์ บรื๋ยยย.. อ้อ เกือบลืม พอดีในกลุ่มนั้นของพวกเรามีวันเกิดของเขาอยู่ 1 คน เราก็เลยยอมทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจขึ้นไปทำเซอร์ไพรส์ต่อกันบนย. 4 ทางมันจะมืดๆ ต้องระวังหน่อย แต่ขอบอกบนนั้นดาวสวยมาก โอ้ถ้านี่เป็นกลางวันคงสวยกว่านี้ เสียดายที่ฉ่ำจิตไม่เห็นในเวลากลางวัน และกลุ่มคณะก็มีเพียง 2-3 คนที่ขึ้นไปก่อนตอนเย็น เลยอดเก็บภาพสวยๆ มากฝาก
เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก... มือถือก็ขันปลุกพวกเราให้ตื่นจากนิทรา พวกเราตื่นมาก็หาอะไรๆ กินกันให้ขวักไขว่ เพื่อเตรียมออกเดินทางสำรวจป่า ขณะกำลังจิบกาแฟอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งในหมู่พวกเราว่า ขึ้นไปบน ย. 4 กันเถอะ ไปดูดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ว่าทุกคนยินยอมพร้อมใจกันไม่ขึ้นไปอีกเนื่องจากไม่ไหวกันแล้ว (ก็อายุอานามก็เยอะกันแล้วอ่ะนะ) เลยอดเก็บภาพสวยๆ มาฝากอีก (แหะ โทษที ใจสู้ก็จริง แต่กายมันไม่สู้ด้วย ทำไงได้)
และแล้วเราก็ชมบรรยากาศยามเช้ากันอีกนิดหน่อย แล้วก็เก็บเต้นท์เตรียมออกเดินทาง

การเดินทางในขากลับนี้ โหดกว่าตอนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะพวกเราตกลงใจกันว่าจะไม่กลับทางเดิมที่มา แต่จะไปเที่ยวน้ำตกกันก่อน และหาทางออกอีกทางของน้ำตกเลย กะว่าชมน้ำตกเสร็จ ทุกอย่างก็จะเป็นขาลง ไม่ต้องป่ายปีนอะไรกันอีก แต่แล้ว...มันก็ยังไม่เป็นอย่างที่ว่า ทางลงที่เราต้องคลำหา เดินไปหาน้ำตกมันก็ยังไม่ถึงซะที เลยต้องของพักเอาแรงกันก่อน (นอนกลางดิน กินกลางดอย) สักพักก็ตัดสินใจลากสังขาลไปถึงน้ำตกจนได้
น้ำตกที่ว่าเป็นน้ำตกชื่อ ตาดเหมย

ถ้าคุณมาตามเส้นทางที่พวกเรามาคือลงมาจาก ย.4 ผ่าน ย.3 คุณจะต้องเผชิญการทางลงที่ชันพอดู และด่านน้ำตกที่เหมือนกับมันไม่มีอะไรเลย ให้เราเดินลัดตามน้ำตกมาอีก แล้วจะพบกับป่าไผ่

จากนั้นจะพบน้ำตก ซึ่งเราดันมากันตอนหน้าหนาว (แล้ง) น้ำเลยไม่ค่อยมี แต่ไงก็ยังพอดูออกว่าน้ำตกนี้ก็สวยไม่ใช่เล่น แต่ที่สำคัญ พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ยเขาเตือนมาว่า ถ้ามาน้ำตกหน้าน้ำต้องระวังหน่อย เพราะทางจะลื่นมาก (ก็นับว่าเป็นผลดีกับพวกเราที่ไม่ต้องเจอกับหินเขียวๆ ลื่นๆ ที่อันตราย)

และในที่สุดเราก็เริ่มออกเดินทางกลับ ซึ่งจะต้องต่อไปอีก 3 กิโลเมตร โอ้ยเหนื่อยลิ้นห้อยกันแทบตาย เลยไม่ค่อยมีภาพช่วงเดินทางกลับมาฝากเพราะเราต้องรวบรวมแรงกำลังทั้งหมดที่มี ไปกับการเดินเท้าให้เร็วที่สุด เพราะน้ำหมดแล้ว ไม่มีน้ำกินแล้ว (แง้ๆๆๆ เครียดเลย) เมื่อผุดออกมาจากป่าได้แล้ว เราก็ร่วมใจกันกินข้าว กินน้ำกันราวกับแร้งลง (อีกแล้ว) จากนั้นก็ถ่ายภาพเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึกกันซักกะหน่อย เพื่อจดจำว่า ครั้งนึงสมัยเรายังหนุ่มๆสาวๆ เราเคยมาเที่ยวที่นี่กันแล้ว
ช่วง :: ทำหล่นเก็บตก
คือมันมีเรื่องราวเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไม่ได้กล่าวถึงในเรื่อง จึงยกออกมาเป็นประเด็นสั้นๆ ให้ได้อ่านกัน
1. ย. คืออะไร
ตอบ ย. ที่ว่าคือ จุดยุทธศาสตร์ที่ 1 2 3 4 ซึ่งดอยนี้สมัยก่อนเคยมีการรบกัน จึงเรียกจุดที่ตั้งว่า ย. (ตอนแรกเราก็นึกว่า ย. ย่อมาจาก ยอด เอ...แล้วมันจะย่อทำไมน้อ)
2. ไอ้น้ำตาล สุนัขนำทาง
ตอบ ถ้าคุณเกิดเป็นกรุ๊ปทัวร์ที่ได้รับรางวัลพิเศษจากทางสถานที่ล่ะก็ คุณจะได้รับ สุนัขนำทางตลอดเส้นทางของคุณ ซึ่งมีศัพท์คุณดังนี้
- สุนัขเพศเมีย พันธ์ทางกระเดียดไปทางไทย สีน้ำตาล ไร้นาม (สามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้ให้กับมัน)
- อึด อดทน กินไม่จุ
- ภักดี ไปกับเราทุกที่แม้จะหลงทาง
- ถ้ามันเกิดเดินไวนำหน้าพวกเราไกลเกินไป มันจะย้อนกลับมาดูว่า เฮ้ย ยังมีชีวิตอยู่นะลูกเพ่
แท้จริงแล้วเจ้าน้ำตาลตัวนี้มันเป็นหมาของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่คนไหน มันตามเรามาตั้งแต่เราจะเริ่มขึ้น ย.2 แล้ว ก็อยู่กับเราตลอดทริป ซึ่งคุณลักษณะของมันก็เป็นอย่างที่ได้เล่าไป ถ้าคุณไปแล้วได้เจอน้ำตาลฝากหอมแก้มมันซักฟอด นะ คิดถึงน้ำตาลจัง หมาแสนดี 
3. ระวังอย่าเอาตะเกียงเข้าเต้นท์
ตอบ ถ้าอากาศหนาวนักก็ให้อดทนเอา อย่าเอาตะเกียงเข้าไปจุดในเต้นท์เป็นอันขาด เพราะจะทำให้ขาดอากาศจนถึงขั้นตายได้ ที่เตือนมาเพราะมันเป็นความคิดของพวกเราๆ ที่หนาวกันมาก และจะเอาตะเกียงเข้าไปในเต้นท์ด้วยจะได้อุ่น แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจว่าไม่เอาเข้าไปดีกว่า หลังจากกลับจากที่นั่นก็ได้ข่าวว่าที่ดอยอินทนนท์มีคนตายเพราะเอาตะเกียงเข้าไปจุดในเต้นท์ ฟังจบแล้วหยองเลย เพราะไอ้ความคิดนี้เป็นของพวกเราเมื่อคืนนี่ ดีนะที่ไม่ทำซะก่อน
4. เห็บขึ้นหัว
ตอบ เรื่องนี้ไม่อยากจะบอกว่าเกิดขึ้นแล้วกับตัวฉ่ำจิตเอง ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากเราไม่อาบน้ำหรือเปล่าน้าาาา แต่ทุกคนก็ไม่มีใครอาบกันเลยนี่ แล้วทำไมมาขึ้นกับหัวเราคนเดียว
เรื่องนี้มีอยู่ว่า ขณะอยู่บนที่พัก ก็รู้สึกปวดๆ เจ็บที่กลางหัว เหมือนหัวไปกระแทกกับอะไรมา แล้วก็ก็ไม่คิดมากอะไร จนกระทั่งลงดอย แถมนอนสบายไปอีก 2 คืนเต็มๆ เราก็เริ่มปวดตา และเห็นแผลประหลาดที่หางตา แต่พอดูดีๆ อ้าว มันไม่ใช่แผล แต่เป็นเห็บ เห็บหมา มีขา ตัวแดงๆ ง่ะ โอ้ย...เครียด มันขึ้นมากแต่เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย โวยวายได้ไม่นานก็นึกเอะใจว่า อาการปวดแบบนี้ก็มีบนหัวเราด้วย เท่านั้นแล้วก็พบเห็บวัยใกล้เคียงกันอีก 1 ตัวกลางกะหม่อมเลย หลังจากเอาออกแล้ว ขณะนั่งพิมพ์อยู่นี่ ผ่านมา ร่วม 5 วันแล้วยังไม่หายเจ็บเลย เลยฝากเตือนกันว่าระวังเห็บด้วยนะ ดาดว่ามันจะอยู่กับดิน เพราะฉ่ำจิตนอนกับดินบ่อยมาก เวลาเหนื่อยๆ
5. ภาพสุดท้าย
ตอบ นี่คือพาหนะหลักที่เราใช้ป่ายปีนดอยกันมา อ้าวแล้วมีพวกแปลกปลอมดำๆ อยู่ข้างนึงนั่นใครหว่า...
สุดท้ายของลาที บ้ายบาย เจอกันทริปหน้านะค้าาาา
ชวนเที่ยวโดย...
ฉ่ำจิต (แล้วเจอกันหลังวันที่อยากเจอ)