โอ้ย....ร้อนๆๆๆ ร้อนเหลือคณานับ ตับจะสุกแล้วอากาศก็ยังไม่ลดละที่จะทวีคูณความพิโรธอยู่ดี ฉ่ำจิตเองคิดอยู่ในใจดังๆ ก็เกิดหวนคิดถึงอากาศดีๆ อย่างปลายฝนต้นหนาวเมื่อปีที่แล้วขึ้นมาได้ เลยตั้งใจว่าจะเอาทริปที่ไปเที่ยวเขาค้อมาย้อนรอยให้เพื่อนๆ ชาว Bangkokcity ได้อ่านกันให้ชุ่มปอด เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาความร้อนลงได้บ้าง
(สามารถกดที่
เพื่อดูรูป)
หากกล่าวถึงเขาค้อ เราคงจึงนึกอากาศเย็นสบาย หนาวกำลังดีถึงสุดขั้ว (แล้วแต่ฤดูกาล) และที่สำคัญวิวสวยๆ ฉ่ำจิตไปคราวนี้ด้วยความจำใจ เพราะตอนที่เราโหวตกันในกลุ่มฉ่ำจิตอยากไปเที่ยวทะเล แต่เขาทั้งหลายจะไปเขาค้อกัน ว้า! มีแต่เขา มีแต่เขา (เราไม่มี) เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า รับรองว่าคนชอบเที่ยวทะเลอาจเปลี่ยนใจมาเที่ยวภูเขาอย่างฉ่ำจิตก็ได้
เขาค้อ เป็นเทือกเขาทางตอนใต้ของจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเทือกเขาที่ยังมีป่าจำพวกไม้ผลัดใบ ป่าสน แม้ว่าจะมีการถางป่าบ้างแต่ก็ยังไม่ถึงกับเขาโล้นเลี่ยนเตียนโล่งไปเสียหมด ยังค่ะ ยังคงความสวยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เราออกเดินทางกันคณะใหญ่หน่อยคราวนี้ มารถบัสกัน แล้วต้องเปลี่ยนรถที่แคมป์สนเป็นรถ 2 แถวเสียก่อน ซึ่งมีบริการมากมาย แต่ถ้ามากันเป็นคณะเล็กๆ ก็เอารถกระบะ รถตู้ขึ้นไปได้สบาย เพราะรถใหญ่ขึ้นลำบาก ทางโค้งเยอะแล้วก็ชันด้วย อ่ะนะ...จากรถบัสสบายๆ แอร์เย็นๆ ก็มานั่งลูกพี่ 2 แถว แอร์ธรรมชาติกันดูบ้าง
วู้!!! เย็นสบายไม่ต่างกัน เหม่อมองดูสองข้างทาง (อื้ม....โรแมน-กะติกใช่ย่อย) ไม่ผิดหวังเลยที่มาที่นี่ แล้วก็พูดกับตัวเองว่า ทะเลก็ทะเลเถอะ ตอนนี้ฉันชอบที่นี่เสียแล้ว
ที่แรกที่เราไปกันนั้นคือบ้านพัก ต้องเอาข้าวเอาของไปเก็บเสียก่อน ที่นี่มีรีสอร์ทมากมายอยู่ริมทางเยอะแยะ โดยที่ที่เราไปพักนี้เป็นของเจ้าของรีสอร์ทผู้ใจดีเปิดบ้านของเขาเองให้เราพัก ซึ่งตัวบ้านนั้นแยกเดี่ยวอยู่บนเนินเขา ตั้งเด่นอยู่หลังเดียว โอ้!!! น่าอยู่มากๆ เลยล่ะ และหลังจากเก็บข้าวเก็บของ เติมพลังจนอิ่มท้องก็ออกเดินทางเที่ยวกันต่อ

โดยมุ่งไปที่แรก คือ น้ำตกศรีดิษฐ์
สำหรับน้ำตกศรีดิษฐ์เป็นน้ำตกที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันมาก เพราะเป็นน้ำตกที่มีน้ำตลอดปี และคนแถวนี้บอกกว่าเป็นน้ำตกที่เคยมีพวกผู้ก่อนการร้าย(ผกค.) ตั้งฐานอยู่ที่นี่มาก่อน เมื่อพวกเรามาถึงน้ำตกนี้ด้วยใจคาดหวังว่าจะเล่นน้ำกันเต็มที่ แต่ก็ต้องร้อง "ไอ้หยา" น้ำตกขุ่นคั่กเลย

แม้ว่าน้ำจะเยอะก็ตาม (คราวนี้จำไว้เชียวอย่ามาเที่ยวน้ำตกหน้าฝน) สุดท้ายเราก็เดินคอตกกันขึ้นรถ

แต่...อ๊ะๆ บรรยากาศรอบๆ น้ำตกก็เข้ามาปลอบใจเราได้มากทีเดียว เพราะรอบกายมีแต่สีเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำไปหมด (ถึงว่าเจ๊ากันไป)


จากนั้นความสลดก็หมดไปเมื่อลูกพี่ 2 แถวบอกว่า "อย่าเสียใจไปไอ้น้อง เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวพระตำหนักเขาค้อแทน" ได้ยินดังนั้นเราทั้งหมดก็หูผึ่ง มีพระตำหนักที่นี่ด้วยเหรอ (ตายล่ะมาเที่ยวไม่ไดศึกษาข้อมูลมาก่อน ไม่รู้อะไรเลยนะเนี่ย) แล้วพวกเราก็ตกลงใจไปต่อด้วยความเต็มใจ
"เอ้ก อี้ เอ้กๆ" อ่ะ ถึงเวลาตื่นตอนเช้าที่ไม่อยากลุกจากเตียงเลย เพราะอากาศหนาวจังเลย บรื๋ออ~!! สักพักก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ตะหงิดๆ ว่า "อาทิตย์ขึ้นยามเช้าบนเขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ" แล้วก็จัดการใส่หมวก ใส่ถุงเท้า เสื้อกันหนาวไม่ต้อง (เพราะใส่อยู่แล้ว) ออกไปหลังบ้านทันที แต่ผลปรากฏว่า สายไปเสียแล้วล่ะ อาทิตย์ขึ้นไปแล้ว และไม่ว่าเราจะตื่นเช้ายังไงเราก็ไม่เห็นเพราะเขามันบัง (ตอนนั้นยังไม่ได้ไปเที่ยวดอยขุนตาล ถ้าใครอ่านเรื่องนี้ก็จะรู้) ก็เลยเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ บ้านมาฝากได้เท่านี้ล่ะ

เราเริ่มเก็บของเดินทางกลับ (ฉ่ำจิตทำงานแล้วน่ะ เลยอยู่เที่ยวหลายๆ วันเหมือนคนอื่นไม่ได้) แต่ด้วยเหตุว่าหน้านี้เป็นหน้าฝน ทางเขาบ้านก็มีแต่ดินลูกรัง แฉะก็แฉะ รถเลยติดหล่ม พวกเราก็เลยต้องเป็นเด็กท้ายรถจำเป็น ลงมาเข็นรถไปตามระเบียบ

เราเดินทางไปอีกไม่ไกลนัก (ขออภัยที่ฉ่ำจิตไม่รู้จริงๆ ว่ามันกี่กิโลน่ะ ) ก็มาถึงไร่ BN เป็นไร่ที่เราเองนึกว่าจะเหมือนไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด แต่พอเห็นก็รู้ว่ามันเป็นสวนเกษตรที่มีไม้พันธุ์ไม้ดอกสารพัด ให้เราได้เข้าไปชม
ในที่เที่ยวสุดท้ายนี้ ฉ่ำจิตเองไม่ได้เดินเที่ยวมาก เลยไม่ค่อยรู้อะไรนัก เพราะเมื่อยและหิวแล้วด้วย เลยเก็บภาพมาฝากได้ไม่เยอะเท่าไหร่
เท่าที่ทราบมา เขาค้อยังมีที่เที่ยวอีกเยอะที่ฉ่ำจิตไม่ได้ไป เนื่องจากเวลาจำกัด ถ้าเพื่อนเคยไปแล้วมีอะไรดีมาแบ่งปันกันก็สามารถเสนอแนะได้นะเจ้าค่ะ
ชวนเที่ยวโดย... ฉ่ำจิต
(แล้วเจอกันหลังวันที่อยากเจอ)