www bangkokcity.com

หน้าแรก | News | เพลงออนไลน์ | FreeBoard | Photo Album | Clip VDO |  เก็บ URL เว็บ bangkokcity.com ไว้ใน บราวเซอร์ AddFavorite | | Login | Mail |
Quick Menu:
พื้นที่โฆษณาว่าง สนใจ Click!! พื้นที่โฆษณาว่าง สนใจ Click!!
| Bangkokcity Tour Home
:: Bangkokcity::
ประวัติกรุงเทพ
ผู้ว่าฯกทม.
สถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่สำคัญ
สวนสัตว์และสวนสนุก
สนามกีฬา
ย่านจำหน่ายสินค้า
สถานที่จัดการแสดงงาน
ห้องสมุด

:: เกร็ดความรู้ ::
เทคนิคท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล
เทคนิคการเที่ยววันเสาร์ - อาทิตย์
เทคนิคการวางโปรแกรมการเที่ยว
เทคนิคการเที่ยวป่า
เทคนิคการเที่ยวทะเล
เทคนิคการเตรียมรถยนต์ก่อนการเดินทาง

:: ท่องเที่ยวทั่วไทย ::
ขึ้นเขาค้อกับฉ่ำจิต
ขึ้นดอยขุนตานกับฉ่ำจิต เที่ยวเมืองเพชรกับฉ่ำจิต

:: Gallery รูปเมืองไทย ::
จังหวัดเพชรบูรณ์

:: ท่องเที่ยวต่างแดน ::
เนปาล สราญใจ

เนปาล สราญใจ

สวัสดีครับ เพื่อน พี่ๆ และน้องๆ ทุกคน ที่ชอบท่องเที่ยว เห็นเพื่อนหลายคนเล่าเรื่องที่ตัวเองไปเที่ยวมาก็เลยอยากจะเล่าบ้าง

เมื่อช่วงหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวเนปาลมาครับ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เดี๋ยวจะพาชมประเทศที่ห้อมล้อมด้วยขุนเขาหิมาลัยอันแสนเยือกเย็นและยิ่งใหญ่ (หิมะปกคลุมตลอดปี และก็ภูเขาลูกบักเอ๊ก)

ก่อนที่จะเดินทางนะครับ พยายามหาตั๋วเครื่องบินหน่ะครับ ก็อย่างที่เราๆท่านๆทราบอ่ะนะครับว่า ช่วงหยุดยาวแบบนี้ ใครๆก็ไม่ใคร่อย่างจะอยู่รูกันสักเท่าไหร่ ออกไปเที่ยวท่องโลกกว้าง ออกจากกะลาตามที่โฆษณามือถือบอก หาตั๋วเครื่องบินยากมากๆครับ ก็เลยได้คุณ เฟิร์น ช่วยหาตั๋วให้ครับ รอแล้วรอเล่า สุดท้ายก็ได้ครับ การบินไทยรักคุณเท่าฝาเอ้ยไม่ใช่เท่าฟ้าาาา....ได้ไปแน่นอน

แน่นอนครับว่าเราไปเนปาลต้องไปขอวีซ่า ครับ ขอไม่ยากครับแค่ยื่นรูปถ่าย 2 ใบพร้อมหนังสือเดินทางและเงินประมาณ พันกว่าบาท ก็ได้ละ

ก่อนเดินทางนะครับ ก็ต้องศึกษากันก่อนว่าประเทศนี้เป็นยังไงกันบ้างนะครับ เผื่อว่าไปแล้วจะได้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เห็นที่น่าจะมีปัญหาก็เรื่องของอากาศ นั่นแหละครับ เพราะเห็นบอกว่าบางวัน 0 องศาเชียวนะครับ แต่จริงๆปกติก็ชินกับอากาศเย็นอยู่แล้ว...ไม่ได้เพราะก็เมืองนอกหรอกนะครับ ถึงแม้ว่าหน้าตาจะกระเดียดไปทางฝรั่ง ไปสักนิด (ฝรั่งตกดอย) แต่ที่ชินหน่ะเป็นที่ office หน่ะครับ แอร์เย็นมาก บ่นมากไม่ได้ครับ เดี๋ยวจะมีคนเอาแอร์ออก แล้วจะหนาว....กว่าเดิม ด้วยความที่กลัวหนาว ก็เลยต้องแบกเอาเสื้อกันหนาวที่หนาที่สุดเท่าที่จะหาได้ตามอัตภาพ เอาสัก 3-4ตัว อีกอย่าง เพราะว่าผมเป็นหอบหืดครับ ไม่ค่อยสู้กับอากาศหนาวเท่าไหร่ ก็เลยต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษหน่อยครับ อย่างนี้แหละครับคนไม่มีคู่ก็ต้องดุแลตัวเองก่อน (ที่ไม่มี คู่ หน่ะไม่ใช่ไม่มีใครสนใจนะครับ แต่เราเลือกเยอะไปหน่อย...สมน้ำหน้า!) ส่วนที่ต้องระวังอีกเรื่องคือเรื่องอาหารการกิน ว่าจะเป็นไงน้า..ปกติก็ทานอาหารอินเดียบ่อยนะครับ (ลูกค้าอินเดียเยอะครับ) แต่ถ้าให้กินทุกมื้อตลอด 5 วันก็คงไม่ไหวกระมัง ก็เลยตัดสินใจเอาน้ำพริกกระป๋องไปด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ นรก เผา ไม่เผา ย่างไม่ย่าง เอาไปหมดครับ กลัว ออ ดอ อดตายหน่ะครับ หนักหน่อยก็ไม่เป็นไร

คืนนั้นนะครับ ก็เก็บเสื้อยัดใส่กระเป๋าเรียบร้อย โทรไปบอกคนโน้นคนนี้ว่าจะไม่อยู่นะ เผื่อว่าโทรมาหาแล้วติดต่อไม่ได้ จะได้ไม่ต้องมีคำถามว่ามันไปไหน อาจทำให้บรรดาแฟนๆ เป็นห่วง (อันนี้คิดไปเอง) ที่สำคัญ โดยเฉพาะเจ้าหนี้ อาจจะสติแตกได้เพราะคิดมากกลัวว่าเราจะชิ่ง เจ้าหนี้บางรายบอกว่าอย่าติดใจโรตีล่ะ ฉันจะเอาข้าวเหนียวไปทุ่มหัวแก (ฮ่วย!! อะไรกัน..ผมเป็นคนกรุงเทพนะเอาข้าวเหนียวมาให้ได้ไง)

และแล้วคืนนั้นก็เข้านอน ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยว ทำให้นอนไม่ค่อยหลับเลยครับ

วันแรก

ตื่นเช้ามาครับประมาณ หกโมงเช้า ตกใจเห็นหน้าตัวเอง นึกว่าหลินหุ้ย หรือไม่ก็ช่วงช่วง จะอะไรอีกหล่ะครับ ก็ไอ้ที่นอนไม่พอนั่นแหละครับ ทำให้ใต้ตาคล้ำไปเลย แต่ก็ไม่เป็นไร จะได้ไปเที่ยวแล้วนี่ ก็หอบหิ้วสัมภาระ กระโดดขึ้น taxi คันงามไปสนามบินดอนเมืองอาคารหนึ่งครับ และก็ทำการ เช็คอิน เค้าเตอร์ 1ถึง 4 ครับ เค้าเตอร์ไหนก็ได้ ก็เลยไปที่ เค้าเตอร์ที่4 ครับ ดูคนจะน้อยที่สุด ครับ รับบอร์ดอิ้งพาส โหลดกระเป๋า ติด tag กระเป๋า ซื้อใบภาษีสนามบินอีก 500บาท และก็ผ่านขั้นตอนการ ตรวจคนเข้าเมืองละครับ พอเข้าไปนะครับ คนเข้าคิว ล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน ไม่รู้ไปไหนกันนักหนา แค่คนไทยก็กินไปละครึ่งหนึ่ง ก็ว่าไม่ได้ครับ เรายังอยากไปเลย กว่าจะผ่าน ตอมอนะครับก็ปาไปครึ่งชั่งโมงครับ.. แล้วก็เข้าไปรอที่ประตูทางออกเครื่องที่ 26 ครับ แต่ก่อนจะเข้าไปในเกตก็ต้องเอ็กซเรย์กระเป๋าถืออีกครับ เจ้าหน้าที่ถามว่ามีของมีคมอะไรบ้าง ถ้ามีก็ต้องเอาออกครับ เพราะนับตั้งแต่ ตึกเวิร์ดเทรดโดนถล่มคราวโน้นอะไรหลายอย่างก็เป็นขั้นเป็นตอนและพิธีรีตรองมากขึ้น ก็ดีครับเราก็ปลอดภัยด้วย..นั่งรอเครื่องประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็เรียกขึ้นเครื่องครับ



ทั้งหมดใช้เวลาบินประมาณ สามชั่วโมงเศษ ครับก็สำราญกับอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง โดยเฉพาะไวน์แดงครับ ชอบมาก..แหมไหนๆ เราก็จ่ายมาแล้วเนาะก็ต้องเอาให้คุ้ม ปรากฏว่าลงเครื่องที่สนามบินตรีภูวัน เมืองกาฎมัณฑุ ด้วยใบหน้าระเรื่อด้วยเลือดฝาด เดินไม่ค่อยจะตรง คิดว่าคงเพราะอาจที่หนาวเย็นแน่ๆ

สนามบินที่นี่เล็กๆครับ ลงเครื่องปั๊บไม่ต้องมีรถมารับส่งไปยังอาคารผู้โดยสารครับ เดินลงจากเครื่องก็เข้าตัวอาคารได้เลย อากาศเย็นสบาย ผู้โดยสารก็เดินกรูเป็นมดลงรูไปเลยครับ หลายคนวิ่ง เพราะว่าต้องรีบไปต่อคิวที่เค้าเตอร์ตรวจคนเข้าเมือง อีกอย่างคนเยอะด้วยครับ ผมรอคิวอีกประมาณ 20 นาทีครับ ก็ลงไปเอากระเป๋า และออกไปหาคนที่จะมารับเราครับ พอโผล่ออกไป ก็เห็นชื่อตัวเองครับ

"นมัสเต" คือคำแรกที่พ่อหนุ่มหน้ามนคนเนปาลกล่าวทักครับซึ่งเป็นภาษาเนปาลีครับแปลว่าสวัสดีนั่นเอง ก็เลยทัก นมัสเตกลับไป เข้าก็ยิ้มใหญ่เลยครับ (ดีนะที่ได้บารมีของแขกอินเดียมาบ้าง ไม่งั้นก็คงได้แค่ ฮัลโหล ก็ไม่เก๋เนาะ) ทักทายกันเสร็จ พ่อหนุ่มเนปาลีก็กุลีกุจอช่วยขนกระเป๋าสัมภาระไปที่รถ พอไปถึงที่รถ เขาก็มีดอกไม้ให้เราครับ เป็นดอกดาวเรืองครับ มีความรู้สึก ณ เวลานั้นราวกับกำลังหาเสียงอยู่ เหมือนส.ส บ้านเราไงครับ พอรถจะออก...เอ..ทำมันพ่อหนุ่มยังยืนอยู่ ผมก็งงรออะไรอีกหนอ แล้วพ่อหนุ่มก็คงจะทนไม่ไหวแล้วว่าทำไงให้ไอ้นี่มันรู้ดี ว่าฉันยืนรออะไรอยู่ เขาเลยบอกผมว่า give me some Tip. อ๋อ ปัดโธ่ เอ้ย เราก็ลืม ก็เลยให้ไปครับ พ่อหนุ่มหน้ามนคนหน้าแขก ก็เลยยอมลงเวทีไป แล้วเราก็เดินทางไปยังโรงแรม ชื่อ Himalaya hotel ครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาทีก็ถึงโรงแรม เราถึงโรงแรมประมาณ เกือบบ่ายสองครับ อ่อ เวลาที่นี่ช้ากว่าเมืองไทย ประมาณ หนึ่งชั่วโมงสิบห้านาที ก็เก็บของสัมภาระอะไรเรียบร้อย ก็เริ่มตะลุยเที่ยวกันเลยครับ

งานนี้นะครับมีหนุ่มแซม(หนุ่มเมื่อนานมาแล้ว) มาเป็นคนนำเที่ยวให้ครับ เราขับรถไปรอบๆนครกาฎมัณฑุ ขอบอกว่าที่นี่ การจราจรคับคั่งมาก และบีบแตรกันเสียงดังมาก เพราะที่นี่เขาจะกดแตรเพื่อให้คนระวังครับ ไม่เหมือนกับบ้านเราเมื่อมีคนบีบแตร เหมือนกับว่าเขาให้เรารีบไป ที่นี่รถบางคันเขียนไว้ด้านหลังเลยครับว่า Please Horn ก็คือให้บีบแตรได้ ถ้าเขาขวางทางเราอยู่ และคนเดินถนนก็เยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายทั้งนั้นครับ เหตุเพราะว่าผู้หญิงนิยมทำงานอยู่กับบ้านมากกว่าครับ จะไม่ออกมานอกบ้านเท่าไหร่

สิ่งปลูกสร้างที่นี่ก็ไม่มีตึกสูงระฟ้าเหมือนบ้านเราครับ เป็นหลังเล็ก ส่วนใหญ่ทำด้วยอิฐ และหินครับ ประมาณ 2-3ชั้นเท่านั้นครับ

เราเดินทางมาถึงเมืองปาทันครับ เป็นย่านเมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางตอนใต้ของเมืองกาฎมัณฑุ เหนือแม่น้ำภัคมาติ (เป็นแม่น้ำที่สกปรกมากๆ เราว่าบ้านเราคลองแสนแสบสุดยอดแล้วนะ แต่แม่น้ำแห่งนี้นอกจากน้ำจะน้อยแล้ว ขยะก็เยอะ) เมืองปาทันแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อน คริสตกาล ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่ง ลักษณะบ้านเรือนก็จะเป็นตึกเป็นแถวติดๆกันเหมือนทาวน์เฮาส์ นะครับ จะไม่มีบริเวณ บางบ้านก็จะเลี้ยงไก่ในบ้านเลยนะครับ แต่ที่เป็นเสน่ห์ของบ้านเมืองของชาวเนปาลก็คือทุกบ้านจะมีดอกดาวเรืองร้องเป็นเส้นยาว ประดับตกแต่งตามบานประตูและตัวบ้าน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวิถีชีวิตชาวฮินดูเลยละครับ ถนนหนทางในปาทันก็จะเป็นดิน หินส่วนใหญ่ครับ

ที่ปาทันแห่งนี้เราเข้าไปชม ทั้งวัดอินดูและวัดพุธ ลักษณะวัดที่นี่เป็นตัวอาคารไม้ ทรงสี่เหลี่ยมซะส่วนใหญ่ หลังคาจะเป็นชั้นๆ อายุประมาณ 400-500 ปี อาคารส่วนใหญ่เราไม่สามารถเข้าไปดูข้างในได้ครับ

ที่นี่เราจะพบว่าผู้คนชาวเนปาลก็มากันเยอะ มานมัสการบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมายืนตากแดด เพราะว่าอากาศมันหนาวมากครับ

บ้านแถบเมืองปาทัน

วิถีชีวิตชาวปาทัน

ร้านขายของที่ระลึกเมืองปาทัน

วังฮินดู และวังเก่า บ้านและร้าน น่ารักมาก ๆ

หลังจากที่เราชมวัดกันเสร็จเรามาเดินเล่นที่ย่าน thamelkuwabal หรือเรียกสั้นๆว่า ทาเมลครับ เป็นที่นักท่องเที่ยวมาซื้อของกันครับแต่ราคาก็แพงมากๆ ต้องต่อครี่งหนึ่งครับ ผมก็ได้ผ้ามาสองผืนและเสื้อกันหนาวมาฝากเพื่อนๆบ้านเราหน่ะครับ ก่อนถึงเวลานัดไปทานเข้าผมก็เลยแอบไปชิมชาเนปาลี มา อร่อยมากครับ เพราะว่าชาที่นี่เขาใส่น้ำขิงและนมลงไปด้วยครับ รสชาดดีมาก ลองไปทำทานเองก็ได้นะครับ ผมนั่งละเลียดจิบชาและเพลินมองผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อ(ไม่มีเงินเลยได้แต่มอง) ก็ถึงเวลานัดครับ ทานอาหารเย็น อาหารเย็นมื้อนี้เราไปทานกันที่ร้านชื่อ Bhanchaghar เป็นร้านที่น่ารักมากครับ ทุกคนต้องถอดรองเท้า แล้วขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาเพื่อรับชมการแสดงพื้นเมืองของชาวเนปาล ทุกคนถูกจัดให้นั่งกับพื้นและหันหลังติดผนัง เอ…เราก็เริ่มสงสัยว่าทำไม ที่ต้องนั่งติดผนังเพราะว่าจะได้เห็นการแสดงได้ชัดๆ นี่เอง ก่อนเริ่มการแสดง เขาก็จะเริ่มเสิร์ฟเครื่องดื่มบางอย่างครับซึ่งเวลารินนั้น ต้องรินสูงมาก และแก้วนั้นก็มีลักษณะเหมือนถ้วยดินเผาตื้นๆ คิดดูละกันครับว่าเวลาเทหน่ะ จะกระฉอกแค่ไหน หกเต็มโต๊ะเลย เครื่องดื่มที่เสิร์ฟให้พวกเรานั้นก็คือสาโทนั่นเองครับ แค่ได้กลิ่นก็เปรี้ยวปาก เอ้ยไม่ใช่ ได้กลิ่นก็ไม่ไหวละครับ (ผมเป็นคนกรุงเทพนะ จะให้ดื่มสาโทได้ไง) ไม่เพียงแค่เครื่องดื่มเท่านั้นนะครับเขายังมี พวกขนมพื้นเมืองของขบเคี้ยวอีกหลายอย่างซึ่งอร่อยมากๆครับ ระหว่างที่ทานของว่างก็ชมการแสดงไปด้วยครับ...เพลินดีครับ


วีธีการรินเหล้าสาโท ต้องสูง ๆ แบบนี้ครับ

การแสดงพื้นบ้านของชาวเนปาล

หลังจากที่ชมการแสดงเสร็จ ทุกคนก็จะถูกต้อน เอ้ย! เชิญมาชั้นล่างเพื่อรับประทานอาหารครับ อาหารเย็นมื้อแรกก็อร่อยดีครับ มีทั้งที่เป็นจีนๆ และแขกๆปนกันครับ

เมื่อทานอาหารเสร็จสรรพ ตาก็เริ่มจะปิดละครับ ก็เลยขอตัวกลับโรงแรมที่พัก อากาศเย็นมาก เลยประหยัดน้ำครับคืนนี้

| 1 | 2 | 3 | 4 | next >> ตอนนี้อยู่ที่หน้า 1

แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตัวหนา ตัวเอน ขีคเส้นใต้ กึ่งกลางหน้า Insert Hyperlink Insert Quote Insert List Insert Email

ชื่อคุณ [HTML EDITOR]

ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

  ความเห็นที่ 3
น่าจามีรูปมากๆๆๆๆๆก่านี้

   
.........................................
บี๋    วันที่ 2008-06-15 14:55:40


  ความเห็นที่ 2
...อยากไปนะแต่ไม่มีตังค์    
.........................................
niskorn    วันที่ 2008-04-10 19:27:34


  ความเห็นที่ 1
...อยากไปเที่ยวเนปาลจัง ทริบที่ว่านี้ราคาเท่าใด บริษัทไหนคะ

   
.........................................
กอปรภรณ์    วันที่ 2007-06-29 13:39:35


[Top]

                                 
เกมส์ | News |สภากาแฟ | Web Directory |Web Collection | ติดต่อลงโฆษณา
FreeBoard | HOME VIDEO |เพลงออนไลน์ |เฮฮาคาเฟ่ | เกมออนไลน์ |Spy Diary |สภาโต้วาที|Snoop Album| 107 users online
Web contact : webmaster^0^
©Copyright 2008: Bangkokcity.com : All Rights Reserved