www bangkokcity.com

หน้าแรก | News | เพลงออนไลน์ | FreeBoard | Photo Album | Clip VDO |  เก็บ URL เว็บ bangkokcity.com ไว้ใน บราวเซอร์ AddFavorite | | Login | Mail |
Quick Menu:
พื้นที่โฆษณาว่าง สนใจ Click!! พื้นที่โฆษณาว่าง สนใจ Click!!
| Bangkokcity Tour Home
:: Bangkokcity::
ประวัติกรุงเทพ
ผู้ว่าฯกทม.
สถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่สำคัญ
สวนสัตว์และสวนสนุก
สนามกีฬา
ย่านจำหน่ายสินค้า
สถานที่จัดการแสดงงาน
ห้องสมุด

:: เกร็ดความรู้ ::
เทคนิคท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล
เทคนิคการเที่ยววันเสาร์ - อาทิตย์
เทคนิคการวางโปรแกรมการเที่ยว
เทคนิคการเที่ยวป่า
เทคนิคการเที่ยวทะเล
เทคนิคการเตรียมรถยนต์ก่อนการเดินทาง

:: ท่องเที่ยวทั่วไทย ::
ขึ้นเขาค้อกับฉ่ำจิต
ขึ้นดอยขุนตานกับฉ่ำจิต เที่ยวเมืองเพชรกับฉ่ำจิต

:: Gallery รูปเมืองไทย ::
จังหวัดเพชรบูรณ์

:: ท่องเที่ยวต่างแดน ::
เนปาล สราญใจ

เนปาล สราญใจ

วันที่สอง


เมื่อมองออกจากหน้าต่างห้องพักโรงแรม
วันนี้ตื่นเช้าครับ ประมาณ หกโมงกว่า อากาศหนาวมาก มองผ่านหน้าต่างห้องพักก็จะมองไม่เห็นอะไรเลยครับ นอกจาก เงาไม้ดำๆ ปนกับสายหมอก ก็สวยงามโรแมนติกดีครับ

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกตระเวนเมืองกาฎมัณฑุต่อครับ วันนี้เราจะไปชมอีกประมาณวัดและวังของกุมารี ระหว่างทางแวะชมหมู่บ้านชาวธิเบตอพยพเนื่องจากสงครามครับ มาตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ 1959 ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีสินค้าที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งครับนั่นก็คือการทอพรมขนแกะนั่นเองครับ เมื่อเข้าไปชมโรงงานเสียงแรกที่คนนำชมพูดกับเรา Tashi Delek แปลว่า สวัสดีนั่นเองครับ และก็ถามผมเหมือนเดินครับ Are you from Japan? โห หน้าออกจะฝั่งโขงขนาดนี้ แต่ก็แอบยิ้มเล็กๆ และก็ตอบไปว่า ไทยแลนด์ แลนด์ ออฟ สไมล์ ว่าแล้วเธอก็บอกว่า สวัสดีค๊าาาา ลากเสียงซะยานถึงบางปู แสดงว่าคนไทยมาเยอะมาก และแล้วสาวเจ้าหน้าจีนก็พา เราเข้าไปชมวิธีการตั้งแต่ปั่นขนแกะให้เป็นเส้นยาวๆ คนงานทุกคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ เมื่อเราเดินเข้าไปในโรงงานก็จะได้ยินเสียงเหมือนคนสวดมนต์ ผมก็อดถามไม่ได้ว่าเขากำลังสวดมนต์กันอยู่หรือเห็นทำปากขมุบขมิบ แต่ที่จริงแล้วเขากำลังร้องเพลงซึ่งเป็นเพลงภาษาธิเบตหน่ะครับ เขาบอกว่าที่ต้องร้องหน่ะเพราะว่าอากาศมันหนาวมากเป็นการให้ความอบอุ่นกับร่างกายอย่างหนึ่งเสมือนได้ออกกำลังกาย ได้ขยับกราม เออ…น่าสนใจดี นอกจากจะได้งานแล้วคนทำงานก็อารมณ์ดีด้วย ….ได้เราก็นึกว่าเขาสวดมนต์กัน ก็เห็นมีรูปดาไลลามะที่ชาวธิเบตเคารพบูชาอยู่

วิธีการทอพรมนั้นแสนจะจากเย็นและให้ความชำนาญเป็นอย่างมากครับ เพราะว่าต้องใช้มือทั้งหมด ช่างแต่ละคนก็จะมีแบบ เท่าของจริงอยู่ ลักษณะแบบก็จะเป็นเหมือน แบบปักคอสติส เลยครับ แต่ละผืน กว่าจะทอเสร็จนั้นใช้เวลาต่างกันครับแล้วแต่แบบแล้วแต่ขนาดด้วยครับ บางผืนใช้เวลาเป็นปี นั่นแหล่ะที่พรมทำไมถึงมีราคาค่อนข้างสูงนัก…น่าเสียดายที่ผมไปคนเดียวไม่มีคนช่วยถือกลับ เพราะว่าน้ำหนักพรมผืนนึงก็โขอยู่นะครับ (จริงๆแล้วไม่มีเงิน) ก็เลยได้แค่มองและถ่ายรูปมากเป็นที่ระลึกครับ

การปั่นขนแกะให้เป็นเส้น การทอพรม ยากมากๆ สระน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภค


หญิงเนปาลีพร้อมกันที่สระน้ำเพื่อซักเสื้อผ้า
เราออกจากหมู่บ้านชาวธิเบตไปอีกนิดหนึ่งก็ถึงที่ที่เราจะไปเดินชมวัดและวังกุมารีครับ ที่นี่นกพิราบเยอะมาก เดินอยู่นี่ต้องระวังหัวครับ เดี๋ยวเจอ แจ๊คพอต อุจจาระปักษา มาจากสวรรค์ ที่นี่ก็เมืองกาฎมัณฑุ ก็จะคล้าย ปาทันครับ แต่ว่าใหญ่กว่า ผู้คนจะพลุกพล่านมากรถมอเตอร์ไซค์ ก็แยะ บีบแตรกันแบบว่าสติแตก ทั้งที่ถนนก็แคบ ตามทางเดินก็จะเป็นสระน้ำเป็นระยะๆ คนที่นี่ให้เป็นที่อุปโภคบริโภค เห็นแล้วก็ นึกภูมิใจที่เกิดเมืองไทย ถ้ามาอยู่ที่นี่คงไม่ไหวแน่ๆ บางสระมีป้ายติดครับว่า ห้ามซักผ้าแต่มองลงไปในสระก็จะเห็นเหล่าบรรดาสตรีเนปาลีพร้อมกับเครื่องซักผ้าส่วนตัวของตัวเอง (กะละมังกับมือ)นั่งอยู่เต็มลานสระน้ำ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตำรวจคงจะทำอะไรไม่ได้แน่ (คงคล้ายๆบ้านเรา ห้ามเท่าไหร่ก็ห้ามไม่ได้)

ผมเดินมาเรื่อยๆก็มาถึงบริเวณด้านหน้าของวังหนุมานโดก้า ซึ่งเป็นวังเก่าของเหล่าบรรดาพระมหากษัตริย์ แต่กษัตริย์องค์ปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว มีวังอยู่ในใจกลางเมืองกาฎมัณฑุ ด้านหน้านะครับก็จะมีรูปปั้นหนุมาน(เขาว่า) แต่ดูยังไงก็ดูไม่เห็นจะเป็นหนุมานตรงไหน เพราะว่ามันถูกผ้าสีแดงคลุมและบางส่วนก็ถูกผงฝุ่นมีส้มๆแดงๆป้ายจนมองไม่เห็น แต่ก็ช่างมันเถอะเขาว่ามาก็ว่าไป หนุมานตัวนี้นะครับก็เป็นเหมือนกับยามรักษาการ ตรงหน้าประตูเข้าวัง

หนุมานโดก้า ระวังนกพิราบ

ถัดจากวังด้านซ้ายก็ จะเป็นอาคารไม้ 3 ชั้นเป็นวัดฮินดู ที่นี่ผมก็สงสัยว่าเอ คนเขาแหงนมองดูอะไรกัน ก็เลยไปแหงนดูกับเขาบ้าง..อ่อ…นึกว่าอะไร โดยรอบของอาคารหลังนี้จะมี เสา ที่บ้านเราเรียกว่าคันทวยนั่นแหล่ะครับ ที่คันทวยแต่ละอันก็จะเป็นรูปแกะสลัก ขอมกามสูตร ทั้งพี่ไทย พี่ฝรั่งก็เดินวนจนไม่สนใจขี้นกอีกต่อไป

ทางด้านขวาก็จะเป็นวังกุมารีครับ ตัวอาคารเป็นไม้สองชั้นเป็นไม้เก่าๆแต่ไม้แต่ละชิ้นแกะสลักอย่างสวยงาม โดยเฉพาะบานหน้าต่างประตู เมื่อเดินเข้าไป ก็ถึงลานสี่เหลี่ยมกลางอาคารที่นี่จะเป็นที่ คนจะมายื่นรอยลโฉมพระกุมารี เห็นหลายคนยืนรอกันผมก็ยืนรอบ้าง ทุกคนก็แหงนขึ้นไปบนหน้าต่างชั้นสองที่ที่พระกุมารีจะออกมาให้เราได้เห็น ที่หน้าต่างนั้นก็จะมีชายสูงอายุประจำการอยู่หนึ่งคนเพื่อคอยดูว่าคนมาเยอะหรือยัง บางคนบอกว่าต้องหยอดเหรียญที่กล่องรับบริจาคก่อน พระกุมารีถึงจะออกมา สักพักมีคนเนปาลคุยกับชายสูงอายุคนนั้น แล้วเขาก็หันมาบอกเราทุกคนว่า เดี๋ยวพระกุมารีจะออกมาแต่หลังจากที่ได้เห็นพระกุมารีแล้วต้องหยอดเหรียญ และห้ามถ่ายรูป เมื่อทุกคนพยักหน้าเหมือนเข้าใจแล้ว สักพักเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ก็โผล่ออกมาที่หน้าต่าง หน้าตาน่ารัก แต่งหน้าด้วยสีดำรอบดวงตา ผิวพรรณ ผ่องใส ทุกคนก็ยกมือไหว้ ผมก็มัวแต่ตลึงงันในความน่ารัก แล้วเธอก็หายไป ทุกคนก็ทยอยหยอดเหรียญ และก็เดินออกไปด้านนอกตัวอาคาร เขาบอกว่ากุมารีองค์ปัจจุบันนี้อายุ 10 ขวบ กุมารีเป็นเทพบริสุทธิ์ (Living Goddess) เด็กหญิงที่ถูกเลือกมาเป็นพระกุมารี จะต้องมีลักษณะครบ 35 ประการ เช่น ผิวพรรณสดใส ไม่มี ไฝ ฯลฯ (จำไม่ได้) เมื่อถูกเลือกมาเป็นพระกุมารีแล้วไม่สามารถออกไปที่ไหนได้ นอกจากช่วงเทศกาลสำคัญ่ถึงจะออกข้างนอกสักครั้งเพื่อให้ประชาชนได้ยลโฉม กล่าวว่ากุมารีจะถูกปลดออกจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีเลือดออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะทางใดก็แล้วแต่ นั้นหมายความว่า กุมารีจะพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีประจำเดือน เข้าสู่วัยสาวนั่นเอง เพราะฉะนั้นกุมารีก็จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างดี ตลอดเวลา ไม่ให้มีแผลใดๆ ผมก็ถามคนแถวนั้นว่าแล้วกุมารีต้องเรียนหนังสือมั้ย ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นเทพจะเรียนทำไมก็รู้หมดแล้ว เออใช่ก็คนเขาเชื่อว่าพระกุมารีเป็นเทพบริสุทธิ์ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าพ้นตำแหน่งแล้วชีวิตจะเป็นยังไง

ทางด้านนอกของวังพระกุมารีนี้ก็จะเห็นนักบวช(ไม่รู้เรียกนักบวชหรือเปล่า แต่เขาบอกผมว่า Holy Man ) ยืนให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป กัน แต่เมื่อคุณถ่ายรูปเสร็จ เท่านั้นแหล่ะครับ ท่านก็จะแบมือขอเงินทันที ทุกคนต้องให้หน่ะครับ

ช่วงบ่ายวันนั้นเราก็มาเยี่ยมชม วัดหนึ่งที่ผมไปชมชื่อว่าวัด สวยมภูวนารท ซึ่งมีอายุกว่า 2500 ปี วัดพุทธนี่จะมีลักษณะคล้ายๆกันคือเป็นเจดีย์สีขาว เรือนธาตุที่มีรูปตาซึ่งเชื่อเป็นตาของพระพุทธเจ้า และมีปล้องไฉนสีทอง อร่าม บริเวณโดยรอบก็จะเห็น ผู้คนมากทำบุญกราบไหว้ พร้อมทั้งแขวนธงสีต่างๆ โดยรอบองค์เจดีย์

เจดีย์วัดสวยมภูวนารท วัดลิง

อีกวัดหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดลิง ที่นี่ลิงเยอะมากครับ แต่ก็กลัวๆเหมือนกันนะครับเพราะว่า ลิงบางตัวก็จะคอยมาแย่งของๆเราไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปกระเป๋า ไม่รู้จะเอาไปทำไม ใช้ก็ไม่เป็น แต่ที่วัดนี้สามารถมองเห็น เทือกเขาหิมาลัยได้ชัดเจนที่เดียว

หลังจากเยี่ยมชมวัดเสร็จแล้วก็กลับโรงแรมครับเก็บข้าวเก็บของ ตัวเดินทางไปต่อที่เมืองนากาก๊อด (Nagarkot) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกาฎมัณฑุประมาณ 32 กม.เองครับ ที่แรกเราก็นึกว่าคงจะใช้เวลาเดินทางไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมง แต่ลืมนึกไปว่าที่นี่ถนนไม่ได้ดีเท่าเมืองไทยนะครับ แล้วรถราก็เยอะมาก ทางแคบและเลียบตามไหล่เขา บางทีก็เป็นเหวลึก ที่กั้นถนนก็มีบ้างไม่มีบ้าง เสียวๆเหมือนกันนะครับ นั่งรถครานี้ปวดขาหมดเลยครับ เพราะว่าต้องคอยช่วยคนขับรถ เบรคครับ คราวหน้าไปคงต้องแจกเบรคให้ทุกคน คนละอัน แต่ว่าไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ วิวทิวทัศน์ก็สวยงามมากครับ เย็นนั้นผมถึงที่พักที่โรงแรม Fort Hotel


โรงแรมที่พัก
หัองพักใต้หลังคา
เป็นโรงแรมที่อยู่บนยอดเขาและที่สำคัญเป็จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้ชัดเจนและสวยงามอีกจุดหนึ่งครับ ห้องพักที่ผมได้นั้นเป็นห้องใต้หลังคาครับ มีหน้าต่างโดยรอบน่ารักมากครับ และในห้องก็จะมี เครื่องทำความร้อน หรือที่เราเรียกว่า ฮีตเตอร์นั่นแหล่ะครับ ทำให้ห้องที่เย็นยะเยือก นั่นอุ่นได้ทั้งคืน แต่ว่าถ้าเข้านอนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ต้อนรับบอกว่าต้องปิดเครื่องทำความร้อนครับ เพราะว่า มันใช้แก๊สทำความร้อน ถ้าไม่ปิดอาจจะไม่ได้มีโอกาสตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้นก็ได้นะครับ แต่ แค่ที่นอนก็อุ่นมากครับ นอนๆ ก็จะเริ่มร้อนๆ เหมือนกันครับ เพราะว่าผ้าห่มหนามาก

เย็นวันนี้ทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารของโรงแรม ความร้อนของไฟเตาผิงทำให้ภายในห้องอาหารไม่หนาวมากนัก รับประทานอาหารภายใต้แสงเทียน และชมความงามของพระจันทร์และเทือกเขาหิมาลัยที่เห็นอยู่ลิบๆ ช่างเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นสวยงามจริงครับ คืนนั้นผมเข้านอน และซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอันหนานุ่ม หลับไหลในอ้อมกอดแห่งหิมาลัยและแสงจันทร์

<< previous | 1 | 2 | 3 | 4 | next >> ตอนนี้อยู่ที่หน้า 2

แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ตัวหนา ตัวเอน ขีคเส้นใต้ กึ่งกลางหน้า Insert Hyperlink Insert Quote Insert List Insert Email

ชื่อคุณ [HTML EDITOR]

ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

  ความเห็นที่ 3
น่าจามีรูปมากๆๆๆๆๆก่านี้

   
.........................................
บี๋    วันที่ 2008-06-15 14:55:40


  ความเห็นที่ 2
...อยากไปนะแต่ไม่มีตังค์    
.........................................
niskorn    วันที่ 2008-04-10 19:27:34


  ความเห็นที่ 1
...อยากไปเที่ยวเนปาลจัง ทริบที่ว่านี้ราคาเท่าใด บริษัทไหนคะ

   
.........................................
กอปรภรณ์    วันที่ 2007-06-29 13:39:35


[Top]

                                 
เกมส์ | News |สภากาแฟ | Web Directory |Web Collection | ติดต่อลงโฆษณา
FreeBoard | HOME VIDEO |เพลงออนไลน์ |เฮฮาคาเฟ่ | เกมออนไลน์ |Spy Diary |สภาโต้วาที|Snoop Album| 80 users online
Web contact : webmaster^0^
©Copyright 2008: Bangkokcity.com : All Rights Reserved